ห้องนี้รับปรึกษาปัญหา ทั้งความรัก ครอบครัว การเปิดเผยตัว การออกเดท การใช้ชีวิตคู่ (?) สงสัย อยากถาม ก็ถามมาได้เลยนะครับ จะช่วยแนะนำตามประสบการณ์นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่ไม่รู้จะไปถามใครดีนะครับ *เรื่องที่ทำงานก็ถามได้นะครับผม
โหใจดีจังเลย ท่าทางประสบการณ์สูงนะครับเนี่ย เดี๋ยววันหลังมีอะไรจะมาปรึกษานะครับ
ค๊าบผม เมื่อไหร่มีปัญหาจานึกถึงเป็นคนแรกเลยเน้อ
ศิราณีนี่เอง
พี่เล็กกี้ครับ คือ ผมมีปัญหามาก อะไรมาก กับการใช้ชีวิตอยู่กับคนอื่นครับ เพราะผมมักจะเป็นคนที่ชอบมีคนมา หนุนตัก ซบไหล่ ลูบศรีษะ กอด sinvเย้าหยอกรูปแบบอื่น และชอบใช้พฤติกรรมและคำพูดที่ทำให้ผมหวั่นไหวได้ง่าย สองปีที่ผ่านมา ผมแอบชอบเพื่อนไปแล้ว สี่คน คนแรก เค้าร้องไห้ตอนผมไม่สบายเป็นลมไปช่วงรับน้อง ผมเลยเกิดความรู้สึกดีๆกับเพื่อนคนนี้ แล้วเราก็หยอกกันเกินเพื่อนผู้ชายจะหยอกกัน ผมเคยไปนอนค้างบ้านมันด้วย มันก็มานอนที่โซฟาเป็นเพื่อน จนวันหนึ่ง ผมรู้สึกว่า... ผมรีบถอยออกมาดีกว่า ผมจะก้าวข้ามเส้นบางอย่างไม่ได้ แล้วผมก็รีบตัดใจจากเพื่อนคนนี้ไป (ผมเป็นหนุ่มกลัวฝน - -") คนที่สอง เค้าไม่ค่อยมีใครเป็นเพื่อนเท่าไร อันที่จริงมันก็เริ่มจากความสงสารแหละ ที่ทำให้ผมคุยและเป็นเพื่อนกับเค้า แล้วเค้าก็ตอบแทนความเป็นเพื่อนนั้นด้วยการที่ดูแลเทคแคร์เอาใจใส่ เ ค้าทำให้ผมเขินทุกครั้งเวลาที่เค้าลูบศีรษะผม... แล้วผมก็ชอบเพื่อนคนนี้จนได้... และสุดท้ายผมก็ตัดใจ อันเนื่องมาจากการกระทำบางอย่างของเค้าที่ทำให้ผมโกรธมาก แล้วเราก็ห่างๆกันไป... คนที่สาม ก็ไม่คิดว่าจะชอบมันได้เหมือนกัน แต่ทั้งหมดมันเริ่มต้นมาจากการที่ผมถูกมันกอด ตอนมันมานอนค้างกับผมนี่แหละ คือ มันเป็นคนติดหมอนข้าง แล้วก็เป็นเรื่องปกติที่มันกอดเพื่อนคนอื่นเวลานอน แต่ผมไม่รู้ แล้วผมก็เลยรู้สึกหวั่นไหว เรื่องราวเริ่มบานปลายใหญ่โต แล้ว... ผมก็ตัดสินใจว่าจะเสี่ยงดูสักตั้ง จะไม่หนีหัวใจตัวเองแล้ว ... ผมก็โดนเพื่อนคนนั้นปฏิเสธมา... แป่วแหว่ว... แล้ว ไปๆมาๆ ผมก็มีแฟน ก็รักกันดี จนโดนเค้าบอกเลิก T T ผมก็นึกว่าไอ้นิสัยพวกนี้ ผมจะหายแล้วนะ เลยทำให้ผมไม่ระวังตัว สนิทกับเพื่อนคนที่สี่มากๆ ใกล้ชิดมันมากๆ อยู่มาวันหนึ่ง ผมโกรธที่มันแกล้งอะไรผมสักอย่างนี่แหละ มันก็หงอยๆไป และมันทำให้ผมอึ้งมากที่คนอย่างมันแคร์ความรู้สึกผม ไอ้ที่หยอกกันแรงๆแบบเมื่อก่อน ทำให้ผมใจสั่นขึ้นมา จนผมก็ไม่สามารถถอนตัวจากเรื่องราวในครั้งนี้ได้ และทุกอย่างก็เป็นเหมือนเดิม ผมชอบมัน แล้วก็ตัดสินใจสารภาพความรู้สึก ก่อนจะโดนปฏิเสธกลับมาด้วยการนิ่งเฉย ผมเลยต้องค่อยๆถอยห่างออกมา มันทำให้ผมรู้สึกกลัวที่จะไปเผลอชอบใครอีกเข้า แล้วเจ็บอีกเข้า ผมเลยพยายามที่จะไม่ใกล้ชิดกับเพื่อนหลายๆคนให้มากเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเรื่อยๆอีก ผมพยายามที่จะไม่คิดเข้าข้างตัวเอง จากการกระทำที่คลุมเครือของใครอีก จนตอนนี้ ผมเหมือนจะเป็นคนไร้ความรักไปแล้วสิ - -" เกิดมาเป็นคนที่ใจง่ายนี่มันลำบากจริงๆ T T ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำยังไงต่อไปดีครับ
สวัสดีครับน้อง @kekidesu พี่เล็กกี้มีความเห็นและคำแนะนำดังนี้ครับ ขั้นแรกต้องขอบอกก่อนว่า น้องไม่ใช่คนใจง่ายอย่างที่คิดหรอกครับ อย่าไปคิดอย่างนั้น ฟังดูไปในทางแง่ลบนะครับ พี่มองว่าการที่คนเรา (โดยเฉพาะเกย์อย่างเรา) จะชอบใครได้ง่ายนั้นเป็นเรื่องปกติ แม้ผู้หญิง ผู้ชายก็ชอบกันได้ง่าย ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เพียงแต่ชอบแล้ว ต้องบอกตัวเองด้วยเหตุผลได้ว่า เราควรคาดหวังอะไรจากคนที่เราไปชอบมากน้อยแค่ไหน อย่าให้อารมณ์มานำ จนทำให้เราต้องเสียใจกับการผิดหวังอยู่บ่อยๆ นะครับ ความรักในวัยเรียนนั้น เป็นเรื่องปกตินะน้องที่จะผิดหวังมากกว่าสมหวัง ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ ลองคิดตามดูนะครับว่าเห็นด้วยกับพี่หรือเปล่า 1. ในวัยเรียน เราเองก็อาจจะยังดูคนอื่นไม่ออกว่าเขาเป็นเกย์หรือเปล่า กระทั่งว่าคนที่เป็นเกย์ ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าเกย์คืออะไร ไม่รู้ตัวว่าเป็น ยังอยู่ในช่วงไม่แน่ใจกับตัวเอง รวมทั้งความกังวลกับการที่ไม่สามารถยอมรับว่าตัวเองเป็นเกย์ได้ เรื่องนี้ก็ทำให้เราปฏิเสธคนที่เข้ามาหาเราได้ง่าย เพราะความกลัวว่า การตอบรับเป็นแฟนกับใครสักคน (ที่เป็นเพศเดียวกัน) จะส่งผลเสีย หรือสร้างปัญหาให้กับชีวิตในวัยเรียน เสียชื่อเสียง โดนล้อ มากน้อยแค่ไหน หรือยังไม่มั่นใจว่า การเลือกคบแฟนไปนั้น จะตัดสินใจถูกต้องแค่ไหน จะเปลี่ยนใจทีหลังได้หรือเปล่า ก็ยังไม่แน่ใจตัวเองไปเสียหมด รวมไปถึงข้อจำกัดและปัญหาของคนกับครอบครัว ปัญหาของการเปิดเผยตัวกับครอบครัวอีกประการหนึ่งด้วย ดังนั้นถ้าเราไปขอคบเพื่อนผู้ชายเป็นแฟน การที่เขาจะตอบตกลงนั้นมีน้อยมากครับ แม้ว่าเขาก็จะชอบเราเหมือนกัน เรื่องนี้ทำใจยาก แต่ก็ควรทำความเข้าใจกับมันนะครับ (พี่พบว่าคนที่ทำงานแล้ว เรียนจบแล้ว มีอัตราที่จะตกลงคบหากับคนอื่นเป็นแฟนกันง่ายกว่าสมัยที่ยังเรียนอยู่มากนะครับ) 2. การที่เพื่อนให้ความเอาใจใส่ แคร์เรา อาจไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเขารักเรา ในวัยเรียนนั้นเพื่อนมีความสำคัญมากต่อเพื่อนด้วยกัน กับดักทางอารมณ์ที่ทำให้เราเสียใจได้บ่อยๆ เกิดจากเราคิดไปเอง ว่าคนอื่นเขาชอบเรา คำแนะนำสำหรับเรื่องนี้คือ ห้ามคิดอะไรไปเองครับ เราอาจจะคาดเดาได้ แต่อย่ามั่นใจกับความคิดของเรา ถ้าสงสัยอยากได้คำตอบ อาจต้องถามเพื่อนที่เรารู้สึกดีด้วย เป็นทางเดียวที่จะรู้ชัดว่าอีกคนรู้สึกอย่างไร เพราะคนเราต่างกัน แต่ละคนเราแปลความหมานต่างกันนะ เช่น ฝรั่งกอดหอมแก้มเขาว่าเป็นการทักทายประสาคนสนิท แต่ไม่ได้เป็นแฟนนะ แต่ถ้าเป็นคนไทย กอดหอมแก้มกันคือต้องเป็นแฟนกันถึงจะทำนะครับ นี่เป้นตัวอย่างว่าคนเราแปลความหมายของการกระทำแบบเดียวกันต่างกัน ขึ้นกับหลายๆ ปัจจัย ดังนั้นการที่เราตีความการกระทำของคนอื่นไปเอง ก็มีโอกาสที่ไม่ถูกต้องสูงครับ ดังนั้น ด้วยเหตุสองข้อนี้ ก็ทำให้ในวัยเรียนเราพบกับคำว่า ผิดหวัง ได้มาก ได้บ่อยนะครับ อย่าไปเครียดกับมันจนทำให้เราเสียการเรียนนะครับ เรื่องที่น้องบอกว่าเป็นผู้ชายกลัวฝน พี่จะแปลว่า เรากลัวที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไปให้ชัดเจน เช่น จะบอกไปว่ารักเพื่อให้ความสัมพันธ์ก้าวหน้าก็ไม่กล้า เลยถอยดีกว่า ซึ่งนี่ก็สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะในข้อ 1. ที่พี่กล่างถึงข้างต้นนะครับ ผู้ชายที่เกิดอาการ "กลัวฝน" จะมาได้จากหลายสาเหตุ เช่น กลัวการผิดหวัง จึงไม่อยากเสี่ยงที่จะผิดหวัง หรือ ยังไม่แน่ใจว่าชอบคนนี้จริงๆ หรือเปล่า จึงยังไม่อยากให้คำมั่นสัญญาคบหาเป็นแฟน หรือ เราเองก็ยังไม่แน่ใจว่าถ้าคบเป็นแฟนกับผู้ชายสักคน คนอื่นจะมองยังไง เราจะมีปัญหาในโรงเรียนแค่ไหน คนอื่นจะพูดว่าเรายังไง จะมีใครมาแกล้งเรามั้ย ถ้ามีคนเอาไปบอกพ่อแม่เราจะทำอย่างไร หรือ ยังไม่เข้าใจว่าเกย์คืออะไร ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นเกย์จริงหรือเปล่า จึงไม่กล้าตัดสินใจ หรือ ยังยอมรับกับตัวเองไม่ได้ว่าเป็นเกย์ แม้จะมีความรู้สึกชอบ แต่ก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรที่ชัดเจน ที่คนอื่นจะตีตราเราว่าเป็นเกย์ได้ จากคำถามของน้องว่า ควรทำอย่างไรต่อไป คำแนะนำของพี่คือ ใช้ชีวิตวัยเรียนให้เต็มที่นะครับ เพียงแต่การที่เราจะทำอะไร ขอให้คิดก่อนทำว่า ถ้าทำไปแล้ว จะเกิดผลอะไรตามมาได้บ้าง แม้บางครั้งเราก็ไม่อาจคาดเดาได้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่อย่างน้อยขอให้เรามั่นใจว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ไม่เสียใจกับการตัดสินใจทำมันลงไป ถ้าเราคิดแล้ว มั่นใจ ก็ทำในสิ่งที่ต้องการทำนั้นได้ ประสบการณ์ต่างๆ จะทั้งดี หรือไม่ดี ในวัยเรียน ก็ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และจะเป็นที่จดจำ (หรือไม่อยากจะจำ) ไปตลอดชีวิตของเรา และไม่อาจย้อนเวลากลับมาทำหรือไม่ทำ ได้ในอนาคต อีกเรื่องที่สำคัญคือ โดยเฉพาะสำหรับความรัก อย่าตั้งความหวังกับความรักในวัยเรียนไว้มาก และควรเตรียมใจให้แข็งแกร่ง รับมือกับความผิดหวัง เศร้าเสียใจ ให้ได้ แล้วใช้มันเป็นบทเรียนที่สอนให้เราเข้มแข็ง และเข้าใจตัวเองและคนอื่นมากขึ้นนะครับ ส่วนเรื่องที่น้องบอกว่า "ไม่กล้าเข้าใกล้เพื่อนมากเกินไป กลัวจะหลงใจไปชอบเพื่อนอีก แล้วผิดหวัง" นั้น พี่คิดว่าอยู่ที่น้องจะเลือก ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะมีความสุข อันคำที่ว่า มีรักย่อมมีทุกข์เป็นของคู่กัน หากเราอยากสัมผัสความสุขของการมีความรัก ก็เตรียมตัวให้พร้อมรับความทุกข์ที่มาด้วยกันด้วย หรืออาจสรุปง่ายๆ ว่า ให้เราคิดว่า การที่เราลงทุนไปกับความรักนั้น มีแต่ได้กับเท่าทุน ไม่มีเสีย ถึงแม้เราจะผิดหวัง แต่เราก็ได้ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น เข้าใจคนมากขึ้น ถ้าคิดอย่างนี้ก็จะมีความทุกข์น้อยลง และมีความสุขมากขึ้นนะครับ *ความเห็นและคำแนะนำของพี่เล็กกี้ มาจากประสบการณ์ของพี่ แง่คิดจากปัญหาและประสบการณ์ของคนที่พี่รู้จัก อาจถูกหรือผิด แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนซึ่งก็ต่างกันไป ควรพิจารณาให้ดีถึงความเหมาะสม ความปลอดภัยต่อสถานะ และความมั่นคงของชีวิตของเราก่อนนำไปใช้นะครับผม โชคดีครับ
มีเรื่องอยากถามนาย leggy ครับ ถ้าเราชอบเพื่อน แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนเป็นเกย์ป่าว มีวิธีการอย่างไรแนะนำบ้างครับ
สวัสดีครับ @winham ผมมีความเห็นและคำแนะนำดังนี้ครับ โดยทั่วไปแล้ว ชอบพูดกันว่าการที่จะดูว่าใครเป็นเกย์หรือไม่ ให้ดูจากพฤติกรรม เช่น ยกแก้วน้ำแล้วกระดิกนิ้วมั้ย ท่าเดินบิดก้นมั้ย รสนิยมการแต่งตัวคล้ายเกย์มั้ย ไม่เล่นกีฬาหรือเปล่า ชอบเล่นฟิตเนส ชอบทำอาหาร ชอบช็อปปิ้ง ฯลฯ ซึ่ง คนที่เป็นเกย์ หลายๆ คนคงจะทราบดีว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวบอกได้จริงๆ ว่าใครเป็นเกย์ไม่เป็นเกย์ ผมได้รู้จัก พบเห็นเกย์มาเป็นจำนวนมาก พูดได้ว่ามีทุกลักษณะตั้งแต่แมนเข้มเต็มร้อย ไปจนถึงสาวสะเด็ดเจ็ดย่านน้ำ รวมทั้งผู้ชายอีกจำนวนหนึ่งที่ลักษณะการแสดงออกหรือนิสัยคล้ายเกย์มาก แต่ไม่ใช่เกย์ก็มีไม่น้อย ถ้าอย่างนั้นจะดูเกย์อย่างไรดี? จากการศึกษาจากหนังสือต่างประเทศหลายๆ เล่ม รวมกับประสบการณ์ของตัวเอง ผมพบว่า การที่คนเราเป็นเกย์นั้น มันเป็นรสนิยมความชอบทางเพศ ไม่ได้สัมพันธ์กับการแสดงออก โดยการแสดงออกนั้น ขึ้นอยู่กับการบ่มเพาะ เลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม สังคม ทำให้คนคนหนึ่งเรียนรู้ที่จะแสดงออกอย่างไร แต่สำหรับรสนิยมทางเพศนั้น เป็นสิ่งที่มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง ... มีแนวคิดที่โต้แย้งกันหลายรูปแบบนะครับ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งที่ว่า เกย์เป็นเรื่องชีวภาพหรือพันธุกรรม หรือ เกย์นั้นขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู หรือ เกย์นั้นขึ้นอยู่กับตัวเราเองตัดสินใจว่าจะเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ ทำให้เกิดความคิดที่แตกต่างกัน แม้ในหมู่ของเกย์เอง รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเกย์ ว่าคนเป็นเกย์สามารถเลิกเป็นได้หรือไม่ คนที่ไม่เป็นจะถูกทำให้เป็นเกย์ได้หรือไม่ เด็กๆ ดูเกย์ในทีวีแล้วจะเป็นเกย์ตามไปหรือเปล่า ฯลฯ แม้จะไม่มีใครตอบได้ชัดนะครับว่าแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร แต่สำหรับผมเชื่อในแนวคิดว่า เกย์นั้นเป็นเรื่องในเชิงชีวภาพ ที่เราเกิดมาพร้อมกับมัน แต่การแสดงออกนั้นจะสาวไม่สาวอย่างไร ขึ้นอยู่กับตัวเราจะแสดงออกมาแบบไหนนะครับ การศึกษาจึงได้บอกว่า แท้จริงแล้วไม่มีใครบอกได้หรอกว่าใครเป็นเกย์หรือไม่เป็นเกย์ คนที่กังวลเวลาโดนคนถามว่า "คุณป็นเกย์หรือเปล่า?" ไม่ต้องตกใจ ตื่นกลัว หากคุณตัดสินใจที่จะยังไม่เปิดเผย หรือยังไม่แน่ใจในตัวเอง ก็เพียงตอบไปว่า "ไม่เป็นครับ" อย่างธรรมดาๆ ก็ไม่มีใครสามารถจะยัดเยียดความเป็นเกย์ให้คุณได้ หากคุณไม่ยอมรับมัน ... อย่างไรก็ดีผมก็มีสองสามข้อที่หนังสือได้กล่าวไว้ว่าเป็นวิธีที่แสดงว่าคนคนนั้นเป็นเกย์ 1. ยอมรับ บอกออกมาด้วยตนเอง 2. ติดเครื่องหมายแสดงให้คนอื่นรับรู้ว่าเขาเป็นเกย์ โดยตั้งใจ เช่น ติดเข็มกลัดสีรุ้ง (เครื่องหมาย rainbow flag) หรือ ใส่เสื้อยืดที่เขียนไว้บนเสื้อว่า "I'm proud to be gay" เป็นต้น ยังมีเครื่องหมายอื่นอีกนะครับ ที่เป็นสากล แต่ขอยกตัวอย่างสักสองอย่างเท่านี้ 3. ดูจากรสนิยมความชอบทางเพศของเค้า เช่น เห็นเค้าจูบกับผู้ชายอย่างดูดดื่มและมีความสุข (ยกเว้นในภาพยนตร์) หรือ ไปเจอเขามีความสัมพันธ์กับผู้ชายบนเตียง (จับได้คาหนังคาเขา) หรือ พูดจาเม้าท์ผู้ชาย อยากได้มาเป็นแฟน ชมและหลงไหลในความหล่อของเขา หรือ บรรยายจินตนาการของตัวเองกับผู้ชายในฝันให้ฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการสะท้อนรสนิยมทางเพศออกมาชัดเจนนะครับ อย่างไรก็ดี วิธีที่ดีที่สุด ถ้าเราอยากรู้ว่าเพื่อนเป็นเกย์หรือเปล่า คือต้อง เปิดใจแสดงความจริงใจกับเขา ทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ กับเขา เปิดเผยความเป็นตัวเราให้เขารู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เขามีความไว้วางใจเชื่อใจเรา นับเป็นสิ่งสำคัญของความสัมพันธ์เพื่อนสนิทนะครับ แล้วเราอาจจะต้องคุยกับเขา ให้เขารู้ว่าหากมีเรื่องไม่สบายใจอะไรก็สามารถปรึกษาเราได้ จนกระทั่งถามเขาตรงๆ (ในที่ส่วนตัว ไม่มีคนอื่นได้ยินการสนทนา) ถ้าเขาวางใจว่าเขาจะปลอดภัยแม้พูดความจริงออกไป เขาก็อาจจะตัดสินใจที่จะบอกเราะนครับ แต่ถ้าเขาไม่พร้อมที่จะเปิดเผยตัว ไม่ว่าจะมาจาก ยังไม่แน่ใจตัวเอง หรือยังแก้ปัญหาในชีวิตไม่ได้ ก็ไม่ควรไปบังคับเขา หรือยัดเยียดความเป็นเกย์ (ที่เราเป็นคนตัดสินใจ) ให้กับเขานะครับ ขอทิ้งท้ายว่า ในกรณีที่ชอบเพื่อน อันนี้ต้องยอมรับก่อนว่า มีความเสี่ยงนะครับ ถ้าเราบอกไปอาจจะเสียเพื่อน ถ้าเขาไม่เป็นเกย์ หรือเขาเป็นเกย์แต่ก็ไม่ได้ชอบเรา หรืออาจจะไม่เสียเพื่อน แต่ก็ไม่ได้แฟน จนถึงอาจจะได้แฟน หากคิดตรงกัน ชอบกันทั้งคู่ ... ความรักไม่มีได้มาฟรีๆ ต้องมีการลงทุน ดังนั้นก็เตรียมใจเอาไว้ด้วย ก่อนตัดสินใจบอกรักกับเพื่อนสนิทคนสำคัญนะครับ เอาใจช่วยครับ *ความเห็นและคำแนะนำของผม มาจากประสบการณ์ของผมเอง และแง่คิดจากปัญหาและประสบการณ์ของคนที่รู้จัก อาจถูกหรือผิด แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนซึ่งก็ต่างกันไป ควรพิจารณาให้ดีถึงความเหมาะสม ความปลอดภัยต่อสถานะ และความมั่นคงของชีวิตของเราก่อนนำไปใช้นะครับผม โชคดีครับ
>w< หอมแก้มพี่เล็กหนึ่งครั้งแทนคำขอบคุณ
ขอบคุณนาย leggy ครับ
ถ้าได้ไป เชียงใหม่ ต้องหาทางกอด น้องkekidesu ซะแล้ว....แต่แบบพี่ พี่คงต้องใช้ น้ำมันพราย...อีกด้วย.... แต่น้อง ต้องมีกำลังใจ...ที่จะเดินต่อ ไปนะ...คนที่น่ารัก....และ รักน้องจริงๆ อาจจะรออยู่...ที่ไหน สักแห่ง....ถ้าเราปิดกันมากไป....โอกาศ....มันจะหายไปด้วย กำแพงที่ สูง มักจะทำให้คน ไม่สามารถ มองเห็นข้างใน...นะครับ