ประเพณีสงกรานต์ -------------------------------------------------------------------------------- ตำนานวันสงกรานต์ และนางสงกรานต์ มีนิทานเก่าแก่เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวันสงกรานต์อยู่เรื่องหนึ่ง กล่าวถึงในสมัยโบราณกาล ยังมีเศรษฐีอยู่คนหนึ่ง ไม่มีบุตรไว้สืบสกุล ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้บ้านนักเลงสุราซึ่งมี บุตรอยู่ ๒ คน วันหนึ่งนักเลงสุราเมามาย ได้กล่าววาจาหยาบคาย ด่าทอเศรษฐี เศรษฐีจึงถามว่าพวกเจ้ามาพูดหยาบคายต่อเราผู้เป็นเศรษฐีเพราะเหตุอันใด ฝ่ายนักเลงสุราก็เยาะเย้ยว่า ตัวท่านมีแต่ทรัพย์นับอนันต์ แต่หามีบุตรสืบสกุลไม่ เมื่อตายไปแล้วทรัพย์สมบัติย่อมสูญหายหาประโยชน์อันใดไม่ได้ ตัวเราแม้ยากจนแต่มีบุตรรูปงามถึงสองคน เราจึงถือว่าดีกว่าท่าน เศรษฐีตริตรองแล้วก็เห็นว่าจริงจึงเกิดมีความละอาย คิดอยากได้บุตรไว้สืบสกุลบ้าง จึงไปบวงสรวงต่อพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรถึงสามปี แต่ก็ไม่สมปรารถนา จนในปีหนึ่งเมื่อถึงฤดูคิมหันต์จิตรมาส (เดือน ๔ ) คนทั้งหลาย มีการละเล่นรื่นเริงกันทั่วชมพูทวีป เศรษฐีจึงพาบริวารไปยังตนไทรริมนํ้า เอาข้าวสารล้างนํ้าเจ็ดครั้ง แล้วหุงบูชารุกขเทวดา ณ ต้นไทรนั้น พร้อมด้วยสูปพยัญชนาหาร ( แกงและกับข้าวอย่างอื่นๆ ) ประโคมด้วยเครื่องดนตรีดุริยางค์ ตั้งจิตอธิษฐาน ขอบุตรต่อรุกขเทวดา ต่อมา ธรรมบาลเทพบุตร ได้ลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาของเศรษฐี เมื่อคลอดได้แล้วชื่อว่า "ธรรม-บาลกุมาร" ปลูกปราสาท อยู่ใกล้กับต้นไทรริมแม่นํ้า เมื่อเจริญวัยได้เรียนรู้ศิลปะศาสตร์ต่างๆจนเจนจบ สามารถรู้ภาษาของสัตว์ต่างๆ ได้ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ และต่อมาได้เป็นอาจารย์บอกมนต์แก่มนุษย์ชาวชมพูทวีป ซึ่งในเวลานั้นชาวโลกนับถือพระมหาพรหมและกบิลพรหมองค์หนึ่ง ซึ่งได้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง ครั้นเมื่อ ท้าวกบิลพรหม หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ท้าวมหาสงกรานต์ ทราบว่าธรรมบาลกุมารเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นับถือของมนุษย์ทั้งหลาย จึงลงมา พนันถามปัญหา ๓ ข้อ หากธรรมบาลกุมารตอบไม่ได้จะต้องตัดศีรษะมาบูชาตน หากตอบได้ตนจะตัดศีรษะ เป็นเครื่องบูชาธรรมบาลกุมาร ปัญหาทั้ง ๓ ข้อมีดังนี้ ๑. เวลาเช้า ราศีอยู่ที่ไหน ๒. เวลาเที่ยง ราศีอยู่ที่ไหน ๓. เวลาคํ่า ราศีอยู่ที่ไหน ธรรมบาลกุมารขอเวลา ๗ วันเพื่อคิดไตร่ตรองหาคำตอบ แต่ผ่านไปแล้ว ๖ วันยังเฉลยปริศนาไม่ได้ จึงคิดว่าพรุ่งนี้เราจะตาย ด้วยอาญาของท้าวกบิลพรหมหาต้องการไม่ จำจะหนีไปซุกซ่อนตายดีกว่า คิดดังนั้นแล้วจึงรีบลงจากปราสาท ไปที่แห่งหนึ่ง มีต้นตาล ๒ ต้นซึ่งมีนกอินทรีสองผัวเมียทำรังอยู่ ธรรมบาลกุมารเข้าไปนอนอยู่ในซอกต้นตาลนั้น และบังเอิญได้ยินนกอินทรี สองผัวเมียคุยกันถึงเรื่องตน นางนกอินทรีถามสามีว่า พรุ่งนี้เราจะไปหากินที่ไหนดี นกอินทรีผู้สามีตอบว่า ให้ไปกินเนื้อธรรมบาลกุมาร เพราะตอบปัญหาท้าวกบิลพรหมไม่ได้ นางนกอินทรีจึงถามว่าปัญหานั้นว่าอย่างไร และเฉลยเช่นไรท่านรู้หรือไม่ นกอินทรีผู้สามีเฉลยให้ฟังดังนี้ ๑.เวลาเช้า ราศีอยู่ที่หน้า คนทั้งหลายจึงเอานํ้าล้างหน้า ๒.เวลาเที่ยง ราศีอยู่ที่อก คนทั้งหลายจึงเอาแป้งและเครื่องหมอมาประพรมหน้าอก ๓.เวลาคํ่า ราศีอยู่ที่เท้า คนทั้งหลายจึงเอานํ้าล้างเท้า เมื่อธรรมบาลกุมารได้ยินคำเฉลยก็เกิดความโสมนัส จดจำไว้ขึ้นใจแล้วกลับไปยังปราสาทที่อยู่ของตน ด้วยเหตุนี้ ท้าวกบิลพรหม จงจึงพ่ายแพ้ต้องตัดหัวถวาย ธรรมบาลกุมารตามสัญญา แต่ศีรษะของท้าวกบิลพรหมนั้น ถ้าตั้งไว้บนแผ่นดิน ไฟก็จะไหม้ทั่วโลกธาตุ ถ้าโยนขึ้นไปบนอากาศฝนจะแล้ง ถ้าทิ้งลงมหาสมุทรนํ้าจะแห้ง ท้าวกบิล-พรหมจึงต้องเรียกธิดาทั้ง ๗ ของตนอันเป็นบริจาริกา (นางบำเรอ) ของพระอินทร์มาพร้อมกัน ให้เอาพานรองรับศีรษะของตนไว้ และสั่งให้ คอยผลัดเปลี่ยนกัน ดูแลรักษา ครั้นแล้วท้าวกบิลพรหมได้ตัดศีรษะของตนส่ง ให้นางทุงษะธิดาคนโต นางทุงษะ มหาสงกรานต์ นำพานที่ใส่พระเศียร ของท้าวกบิลพรหม นำเหล่าเทพบริษัทแห่ประทักษิณ รอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาที แล้วอัญเชิญเข้าไปประดิษฐาน ในมณฑลถํ้าคันธุลีไกรลาส กระทำการบูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ พระเวสสุกรรมก็นฤมิตโรงแก้วด้วยแก้ว ๗ ประการ ชื่อ ภควดี ให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงก็นำเถาฉมูนาด ( ไม่ทราบว่าเถาอะไร น่าจะเป็นเถาไม้ที่ใช้หมักทำนํ้าโสมหรือสุรา ) เมื่อครบกำหนด ๑ ปี ธิดาของท้าวยกบิลพรหม ก็จะทำการแห่พระเศียรของผู้เป็นบิดา ประทักษิณารอบเขาพระสุเมรุ เป็นประจำทุกปี แล้วนำกลับไปเทวโลก นางสงกรานต์ทั้ง ๗ นางสงกรานต์ทั้ง ๗ คือธิดาของท้าวกบิลพรหม กล่าวกันว่าเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ล้วนเป็นบาทบริจาริกา ของพระอินทร์ หน้าที่ของนางสงกรานต์ทั้ง ๗ คน คือต้องอัญเชิญพานใส่พระเศียรของ ท้าวกบิลพรหมแห่ ไปรอบเขาพระสุเมรุ ปีใดจะตกเป็นหน้าที่ของใคร ขึ้นอยู่กับว่าวันสงกรานต์ในปีนั้นจะตรงกับวันใด นางทั้ง ๗ ก็ผลัดเปลี่ยนเวรกันมารับเศียร ของบิดาตน เพื่อไม่ให้ตกลงสู่แผ่นดิน เพราะจะเกิดฝนแล้งไฟไหม้โลก นางทั้ง ๗ มีชื่อต่างๆกัน และแต่งกายก็แตกต่างกัน ออกไป ประกอบกับอาวุธที่ถือในมือก็แตกต่างกันด้วย ดังนี้ วันอาทิตย์ นางสงกรานต์ชื่อ ทุงษะ ทัดดอกทับทิม เครื่องประดับปัทมราช (แก้วทับทิม) ภักษาหาร อุทุมพร (ผลมะเดื่อ) อาวุธขวาจักร ซ้ายสังข์ พาหนะครุฑ วันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ โคราคะ ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหาร เตละ (น้ำมัน) อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายไม้เท้า พาหนะพยัคฆ์ (เสือ) วันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ รากษส ทัดดอกบังหลวง เครื่องประดับแก้วโมรา ภักษาหาร โลหิต (เลือด) อาวุธขวาตรีศูล (หลาว ๓ ง่าม) ซ้ายธนู พาหนะวราหะ (หมู) วันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ มณฑา ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหาร นมเนย อาวุธขวาเข็ม(เหล็กแหลม) ซ้ายไม้เท้า พาหนะคัทรภา (ลา) วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ กิริณี ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับมรกต ภักษาหาร ถั่วงา อาวุธขวาขอ ซ้ายปืน พาหนะคช (ช้าง) วันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ กิมิทา ทัดดอกจงกลณี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหาร กล้วยน้ำ อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายพิณ พาหนะมหิงส์ (ควาย) วันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโหธร ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหาร เนื้อทราย อาวุธขวาจักร ซ้ายตรี พาหนะมยุรา (นกยูง) ข้อสังเกตเกี่ยวกับวันสงกรานต์ ในแต่ละปีนางสงกรานต์จะมาในเวลาต่างกัน และประทับบนพาหนะในอากัปกิริยาแตกต่างกัน เช่น บางปีนางสงกรานต์ อาจจะขี่พาหนะ บางปียืนมา และบางปีก็นอนมา มีหลักพิจารณา เวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ถ้าดวงอาทิตย์ยกเข้าสู่ราศีเมษเวลานั้น ๑. ดวงอาทิตย์ยกเข้าสู่ราศีเมษเวลารุ่งถึงเที่ยง นางสงกรานต์ ยืนมาบนหลังพาหนะ ๒. ดวงอาทิตย์ยกเข้าสู่ราศีเมษเวลาเที่ยงวันถึงย่ำค่ำ นางสงกรานต์ นั่งมาบนหลังพาหนะ ๓. ดวงอาทิตย์ยกเข้าสู่ราศีเมษเวลาพลบค่ำถึงเที่ยงคืน นางสงกรานต์ นอนมาบนหลังพาหนะ ๔. ดวงอาทิตย์ยกเข้าสู่ราศีเมษเวลาเที่ยงคืนถึงรุ่งเช้า นางสงกรานต์ นอนหลับตามาบนหลังพาหนะ ปีนี้ วันที่ ๑๔ เมษายน เป็น วันมหาสงกรานต์ ตรงกับ ณ วันจันทร์ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๐๑ นาฬิกา ๑๓ นาที ๑๔ วินาที (ถ้าดูตามปฎิทินสากล วันที่ ๑๔ เมษายน จะเป็นวันอังคาร แต่ ณ ที่นี้ ยังนับเป็นวันจันทร์เพราะยังอยู่ในช่วงตีหนึ่ง หากหลัง ๖ โมงเช้าไปแล้ว ทางโหราศาสตร์จึงจะนับเป็นวันใหม่ คือ วันอังคาร) ?ปีฉลู มนุษย์ผู้ชาย ธาตุดิน เอกศก จุลศักราช ๑๓๗๑ ทางจันทรคติ เป็นอธิกวาร ทางสุริยคติ เป็นปกติ (เอกศก คือ ปีที่จุลศักราชลงท้ายด้วย ๑ และ ทางสุริยคติเป็นปกติ หมายถึง ปีนั้นๆกุมภาพันธ์มี ๒๘ วันเป็นปกติ) นางสงกรานต์ ทรงนามว่า โคราคะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดาหาร ภักษาหารน้ำมัน พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จไสยาสน์หลับเนตรมาเหนือหลังพยัคฆะ (เสือ) เป็นพาหนะ วันที่ ๑๖ เมษายน เวลา ๐๕ นาฬิกา ๐๖ นาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น ๑๓๗๑ ปีนี้ วันเสาร์เป็นธงชัย วันพุธเป็นอธิบดี วันศุกร์เป็นอุบาทว์ วันศุกร์เป็นโลกาวินาศ ปีนี้ วันจันทร์เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๕๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๕๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๑๐๐ ห่า ตกในป่าหินพานต์ ๑๕๐ ห่า ตกในเขาจักรวาล ๒๐๐ ห่า นาคให้น้ำ ๒ ตัว เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๖ ชื่อ ลาภะ ข้าวกล้าในภูมินา จะได้ผล ๙ ส่วน เสีย ๑ ส่วน ธัญญาหาร ผลาหาร จะอุดมสมบูรณ์ (ธัญญาหาร คือ ข้าวต่างๆ / ผลาหาร คือ ผลไม้ต่างๆ) เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีอาโป (น้ำ) น้ำมาก ที่มา http://www.songkran.net/th/announce.php
กติกา เพื่อนๆคิดว่า ดารา นักแสดง นักร้อง นางแบบ หรือใครที่คุณรู้จัก ที่เหมาะสมกับตำแหน่งนางสงกรานต์ aliveg ในปีที่สถานการณ์บ้านเมืองร้อนระอุ และเธอขี่หลังเสือมาแบบนี้ ส่งรูปมาประกวดกันขำๆต้อนรับวันสงกรานต์กันเถอะ ปล. รูปผู้เข้าประกวดนางสงกรานต์alivg ต้องสวมชุดไทย หรือชุดราตรีที่เหมาะสม ปีนี้งดชุดว่ายน้ำนะจ๊ะ ผู้ที่ได้รับคะแนนโหวตจากชาว aliveg มากที่สุด จะได้รับตำแหน่ง นางสงกรานต์aliveg ประจำปี 2552 พร้อมขี่เสือที่เขาดินแห่สามรอบฟรี
หมายเลข1 คุณเนาวรัตน์ ยุกตะนันทน์ หมูหยองปึงกี่ ส่งเข้าประกวดคุณจิ๊ก เนาวรัตน์ แค่เพียงเอ่ยชื่อก็ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณแล้ว สำหรับผู้หญิงคนนี้ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่เธอโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง เธอก็ได้พิสูจน์ให้พวกเราได้เห็นแล้วว่า เธอเหมาะสมกับตำแหน่ง นางสงกรานต์aliveg ปีนี้ขอบคุณภาพจาก www.sanook.com
ก้อขอบคุณ จขกท ที่เอาตำนานวันสงการนต์มาให้อ่านครับ ผมให้น้องปอยแล้วกันครับ เพราะเป็นผู้ชายที่สวยมากๆ
น่าจะมีรูปนางสงกรานต์มาหั้ยดูบ้างนะข๊ะ !!!
หุหุ...มีกิจกรรมให้หนุกหนานกันอีกแระ คิคิ ขอโหวตให้ จิ๊ก เนาวรัตน์ 1 คะแนนคับ อิอิ